ประเพณีทอดกฐิน 
fwbar.gif (1705 bytes)

ประเพณีทอดกฐินนี้   เป็นประเพณีที่มีมาแล้วแต่ครั้งสมัยพุทธกาล และเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายทุกยุคทุกสมัยมีความนับถือกันว่าเป็นยอดของมหากุศลผลบุญ   จะเป็นปัจจัยนำให้ผู้ได้ทอดกฐินนั้น  ได้ประสบซึ่งความสุขความเจริญในอธิโลกและปรโลกตลอดกาลนาน

 คำว่า  “กฐิน” นี้  เมื่อจะแปลตามความหมายของศัพท์แล้ว   ก็ได้ความหมายว่า  กรอบไม้สำหรับขึงเย็บผ้าจีวรของภิกษุ   ซึ่งกรอบไม้ชนิดนี้   โดยมากนิยมเรียกกันว่า  “สะดึง”  ฉะนั้น  ที่มีความนิยมเรียกกันว่า  “ผ้ากฐิน” นี้  ก็เพราะเมื่อจะเย็บนั้น   ต้องขึงผ้าให้ตึงด้วยไม้สะดึงก่อนจึงเย็บ    การที่จะต้องทำเช่นนี้  ก็เพราะว่าในครั้งก่อนโน้น  ไม่มีช่างที่มีความชำนาญในการตัดเย็บ   ทั้งเครื่องจักรเครื่องกลต่าง ๆ  ก็ไม่มีจะใช้เหมือนอย่างกับในเวลานี้   จึงต้องอาศัย “สะดึง” ช่วยให้เป็นหลักเบื้องต้นก่อน   แล้วจึงเย็บเป็นอันได้ใจความว่า  “ผ้ากฐิน”   นี้ก็คือผ้าที่ทำให้สำเร็จขึ้นได้   ด้วยการอาศัย “กฐิน”  หรือ “สะดึง”   เมื่อสำเร็จเป็นผ้า “กฐิน”  แล้วจึงได้นำไปทอดแก่พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาแล้วตลอด 3 เดือน ซึ่งมีความนิยมเรียกกันว่า “ทอดกฐิน” 

คำว่า  “ทอด”  นี้ก็คือเอาไปวางไว้   การทอดกฐินก็คือการนำเอาผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าสงฆ์   ซึ่งมีจำนวนอย่างน้อยที่สุด 5 รูป   โดยมิได้มีความตั้งใจว่า   จะถวายแก่ภิกษุรูปใดรูปหนี่ง     ซึ่งเมื่อทอดแล้วก็เป็นอันหมดหน้าที่ของฆราวาส    ส่วนเรื่องต่อไปนั้น   พระสงฆ์ท่านจะมอบหมายให้กันและกันเอง   ตามที่ท่านเห็นว่า    สมควรจะให้ภิกษุรูปใดเป็น  “กรานกฐิน”  ก็สุดแต่ท่านจะจัดทำกันเอง   ฆราวาสเมื่อ “ทอด”  หรือ “วาง”  ไว้แล้ว   ก็คอยออกมาคอยรับอนุโมทนา   เมื่อพระสงฆ์ท่านกรานเสร็จแล้วเท่านั้น

การทอดกฐินนี้  มีกำหนดและระยะเวลาดังนี้  คือ  มีกำหนดตั้งแต่แรม 1 ค่ำ  เดือน 11  ไปจนถึงกลางเดือน 12  คือ มีกำหนดเวลา  1  เดือน  ภายหลังจากออกพรรษาแล้วจะ ทอดก่อนหรือภายหลังจากที่กำหนดไว้นี้ไม่ได้  เพราะได้มีเป็นพระพุทธบัญญัติไว้  

เหตุที่จะให้มีการทอดกฐินขึ้นนี้   มีต้นเหตุความเป็นมาว่า  ในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จทรงสำราญพระอิริยาบถอยู่ในพระเชตวนาราม   ซึ่งเป็นอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวาย   ให้เป็นพุทธานิวาส ในกาลครั้งนั้น  ภิกษุชาวเมือง“ปาฐา” มีประมาณ 30 รูป ล้วนแต่เป็นผู้ทรงธุดงค์ปฏิบัติ  คือ   อรัญญิกธุดงค์  ปิณฑปาติกธุดงค์  เป็นสัลเลขปฏิบัติ  เคร่งครัดมัธยัสถ์ด้วยดีจะพากันมายังเมืองสาวัตถี    เพื่อจะเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ครั้นเมื่อขณะที่ได้ พากันเดินรอนแรมตามมรรคาโดยลำดับนั้น   ก็เป็นเวลาที่ ใกล้จะถึงดิถีเข้าพรรษา   ครั้นจะพากันเดินทางมาเข้าจำพรรษาที่เมืองสาวัตถีก็ไม่ทัน   จึงได้พากันเข้าจำพรรษาที่เมืองสาเกต    ซึ่งมีระยะทางห่างจากเมืองสาวัตถีมีกำหนด 6 โยชน์   ก็ภิกษุทั้ง 30 รูปนั้น    เพราะความที่ตนมีความประสงค์จะเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า   ครั้นพากันเข้าจำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว   กำลังที่ฝนยังตกหนักอยู่   มีน้ำท่วมภูมิภาคที่ทั่ว ๆ ไป  เป็นเปือกตมหล่มเลนยังไม่ใช่เป็นสมัยกาลที่ภิกษุสงฆ์จะเที่ยวจาริกไป  แต่ภิกษุทั้ง 30 รูปนั้น   ก็มิได้มีความรั้งรอ   ได้พากันออก เดินทางจากเมืองสาเกตมายังเมืองสาวัตถี   เมื่อมาถึงพระเชตวันมหาวิหาร    ก็ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า   ถวายบังคมแล้วก็ได้พากันนั่งรอในที่อันสมควรแก่ตน ๆ  สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า    จึงได้ตรัสถามถึงความอยู่สุขสบายและการเดินทางของภิกษุทั้ง 30 รูปนั้นๆ    ก็ได้กราบทูลตามปริยายตั้งแต่เบื้องต้น   คือ  ตั้งแต่มาไม่ทัน  จึงได้พากันเข้าจำพรรษาที่เมืองสาเกต    ตลอดจนได้มีความลำบากในระหว่างมรรคาเป็นที่สุดให้พระพุทธองค์ทรงทราบทุกประการ  สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้า   ได้ทรงอาศัยเหตุนั้นเป็นต้นเดิมแล้ว   พระองค์จึงได้มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายรับผ้ากฐินในระยะภายหลังจากออกพรรษาไปแล้วได้อีกเดือนหนึ่ง    และด้วยอาศัยพระพุทธบัญญัติมีมาฉะนี้จึงได้ถือเป็นประเพณีทำกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้        

ครั้นกาล ต่อ ๆ มาก็เกิดการยุ่งยากขึ้น   เป็นต้นว่า  ผ้าที่ถวายเป็นผ้ากฐินนั้นไม่เพียงพอแก่สงฆ์   สงฆ์ไม่รู้จะให้ใครเป็นผู้รับผ้ากฐิน   จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงบัญญัติเพิ่มเติม    เพื่อจะให้ผ่อนผันหาความสะดวกในพระธรรมวินัยจึงได้มีพระบรมพุทธานุญาต   ให้ภิกษุผู้จำพรรษาตลอด 3 เดือนที่มีจีวรเก่ากว่าเพื่อน    และเป็นผู้ฉลาดในพระธรรมวินัยเป็นผู้รับผ้ากฐิน   คือ  เป็นผู้กรานกฐิน   และให้ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ในอาวาสเดียวกันนั้นอนุโมทนากฐิน    ซึ่งก็เป็นอันนับว่าเป็นผู้ได้อานิสงส์  คือ  การลดหย่อนผ่อนผันจากพระธรรมวินัยบางข้อ   ซึ่งได้ตรัสเป็นพระพุทธานุญาตไว้  ซึ่งมีข้อความว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เราผู้ตถาคต  อนุญาตเพื่อจะกรานกฐินแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่จำพรรษาแล้ว   อานิสงส์ 5 ประการ   จักสำเร็จแก่เธอทั้งหลาย   ผู้ได้กรานกฐินแล้วนั้นอานิสงส์ 5 ประการนั้น คือ   
  1. อนามันตจาโร   เที่ยวไปในละแวกบ้านโดยไม่ต้อง อาบัติด้วยจารีตสิกขาบท

  2. สมาทานจาโร   เที่ยวไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบก็ได้โดยมิต้องอาบัติ   ด้วยทุติยกฐินสิกขาบท

  3. คณโภชนํ   ฉันคณะโภชนะได้โดยไม่ต้องอาบัติ  ด้วยคณะโภชนะ   และปรัมปรโภชนะทั้งสองสิกขาบท

  4. ยาวทตฺถจีวรํ   เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์  และอธิษฐาน  โดยไม่ต้องอาบัติด้วยปฐมกฐินสิกขาบท

  5. โย จ ตตฺถ จีวรุปฺปาโท  โส  เนสํ  ภวิสฺสติ จีวรลาภอันใด  ที่เกิดขึ้นมีขึ้นในอาวาสนั้น  จีวรลาภนั้น  จักเป็นของภิกษุทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้วนั้น

เ มื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า   ได้ทรงอนุญาตกฐินัตถารวิธี  คือ  วิธีกรานกฐินและอานิสงส์ของพระภิกษุผู้ได้กรานกฐินฉะนี้แล้ว   จึงได้ทรงแสดงวิธีกรานกฐินเป็นลำดับต่อไปว่า  การกรานกฐินนั้น   ต้องทำอย่างนี้คือ   ให้ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ   ผู้มีกำลังพอ  ประกาศให้สงฆ์ทราบในการที่จะมอบหมายผ้ากฐินนั้น  เป็นสิทธิ์แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง   เพื่อจะได้กรานกฐินด้วยทุติยกรรมวาจาว่า  “สุณาตุ  เม  ภนฺเต  สงฺโฆ”  เป็นอาทิ  ดังนี้    ก็กฐินนัตถารวินัยกรรมนี้   ภิกษุทั้งหลายจะต้องทำให้ถูกตามพระบรมพุทธานุญาตทุกประการ   จึงจะนับว่าเป็น “กฐินนัตถารกิจ”

การถวายผ้ากฐินว่าดังนี้  “ อิมํ  ภนฺเต  สปริวารํ  กฐินทุสฺสํ  สงฺฆสฺส  โอโณชยาม  สาธุ  โน  ภนฺเต สงฺโฆ   อิมํ  สปริวารํ  กฐินทุสฺสํ  ปฏิคฺคณฺหาตุ   ปฏิคฺคเหตฺวา  จ  อิมินา  ทุสฺเสน   กฐินํ  อตฺถรตุ  อมฺหากํ   ทีฆรตฺตํ  หิตาย  สุขาย”  ซึ่งมีคำแปลว่า  “ ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ    ข้าพเจ้าทั้งหลาย   ขอน้อมถวาย   ซึ่งผ้ากฐินกับทั้งผ้าบริวารทั้งหลายเหล่านี้   แก่พระสงฆ์    ขอพระสงฆ์จงรับ   ซึ่งผ้ากฐินกับทั้งผ้าบริวารทั้งหลายเหล่านี้   ของข้าพเจ้าทั้งหลาย   ครั้นรับแล้ว   จงกรานกฐินด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์  และความสุข   แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย   สิ้นกาลนาน  เทอญ ฯ      เมื่อจบคำถวายนี้แล้ว   พระสงฆ์ท่านก็จะรับขึ้นพร้อมกันว่า  “สาธุ”   แล้วผู้เป็นเจ้าภาพ   หรือเป็นประธานในการทอดกฐินนั้น   ก็เข้าไปเอาผ้าไตรกฐินประเคนภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้   หรือจะไม่ประเคน  เอาไปวางไว้เฉย ๆ ก็ได้   แล้วต่อจากนั้น   ก็จัดการถวายเครื่องบริขารต่าง ๆ  ตามที่ได้ตระเตรียมนั้น   ต่อนั้นไปพระสงฆ์ท่านก็จะได้จัดการมอบผ้าไตรกฐินนั้น   ให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่ท่านทั้งหลายลงความเห็นกันแล้วว่า “เป็นผู้สมควรจะได้รับผ้านั้น   เมื่อท่านทำพิธีกรานกฐินเสร็จแล้ว   ท่านก็จะได้ทำการอนุโมทนาต่อไป

ประเพณีการทอดกฐินนี้   ยังมีอีกวิธีหนึ่ง   ซึ่งเราเรียกว่า  “จุลกฐิน”   และได้นิยมกันมาแต่โบราณกาล   ถือกันว่า ถ้าผู้ใดมีความสามารถทอด  “จุลกฐิน”  นี้ได้   จะเป็นผู้ได้รับอานิสงส์มาก  วิธีทอด  “จุลกฐิน”  นี้   ต้องทำอย่างนี้   คือ  ต้องไปเก็บเอาฝ้ายมาปั่นเป็นด้ายแล้วทอให้เป็นผืนผ้ากฐินให้เสร็จในวันเดียว   แต่การทอด  “จุลกฐิน”  อย่างนี้   ต้องช่วยหลายคนจึงจะเสร็จในวันเดียวได้   จะต้องให้ทันกับเวลาอีกด้วย    คือต้องช่วยกันหลาย ๆ  แรงแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชุลมุนวุ่นวาย   เมื่อทำเสร็จพอที่จะทำเป็นผ้ากฐินได้แล้ว   ก็รีบนำไปทอด  คงจะเป็นเพราะเหตุนี้เอง    จึงได้เรียกว่า  “จุลกฐิน”   คือเป็นผ้าที่สำเร็จขึ้นได้ด้วยการช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือจุกๆ จิกๆ เช่นเมื่อเก็บฝ้ายแล้วก็เอาฝ้ายนั้นมาปั่นมากรอ  มาสาง   เมื่อเสร็จเป็นเส้นด้ายแล้ว   ก็เอามาทอเป็นผ้า   แล้วเอามาตัด  มาเย็บ  มาย้อม  ให้เสร็จเรียบร้อยวันเดียวกันนั้น   ทุกสิ่งทุกอย่าง  จึงจะเรียกว่าเป็น  “จุลกฐิน”  ได้

การทอดกฐินในประเทศไทยเรา   ซึ่งนิยมปฏิบัติกันอยู่ ในขณะนี้  มีอยู่ 2 อย่าง   คือ  พระอารามใดเป็นพระอารามหลวง   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ได้เสด็จราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เองบ้าง    ได้พระราชทานให้พระบรมวงศานุวงศ์ไปถวายผ้ากฐินแทนพระองค์บ้าง   ได้พระราชทานให้กระทรวงทบวงกรมกองต่าง ๆ ไปทอดบ้าง   ซึ่งเรียกว่า  “กฐินพระราชทาน”  หรือ  “กฐินหลวง”    ถ้าเป็นวัดราษฎร์ชาวบ้านก็จัด การทอดกันเอง   หรือบางทีก็ร่วมกันทอด    ซึ่งเรียกว่า   “กฐินสามัคคี”   และก่อนที่จะทอกกฐินนั้นก็ได้ปิดป้ายไว้หน้าวัด    หรือที่ศาลาการเปรียญ    ซึ่งเรียกว่า  “จองกฐิน”  ป้ายปิดประกาศนี้    มักจะปิดไว้ตั้งแต่ในพรรษา    เพื่อจะให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้พบเห็น   แล้วจะได้มาเข้าร่วมทำบุญด้วย   อำนาจบุญกุศลที่ได้ถวายผ้ากฐินนี้   เป็นกุศลผลบุญที่ใหญ่หลวงผู้ถวายจะปรารถนา  ซึ่งอิฏฐวิบูลยผลใด ๆ ในสัมปรายภพ  ก็จะให้สำเร็จได้ดังมโนรถความปรารถนา  หรือถ้าจะปรารถนาพุทธภูมิก็ดี   ปัจเจกภูมิก็ดี  สาวิกาภูมิก็ดี   เมื่อมีวาสนาบารมีแก่กล้าแล้วก็จะได้สำเร็จดังมโนปณิธาน ความปรารถนา   เหมือนดังพระเจ้าจิตรราชบรมโพธิสัตว์  เจ้าที่ได้ถวายผ้ากฐินทาน   แก่พระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระองค์ได้ตั้งพระปณิธานความปรารถนาขอให้ได้พุทธภูมิ  ก็ได้สำเร็จดังพระราชประสงค์ทุกประการ   คือ   เมื่อพระบารมีแก่กล้าแล้ว    พระเจ้าจิตรราชนั้นก็ได้มาตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   คือ  ได้เป็นองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้   ซึ่งมีมานานแล้วใน  “อติเทวราชชาดก”   ที่สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงพระปรารภบุพจริยาของพระองค์ให้เป็นต้นเหตุแล้วพระองค์ให้ทรงนำมาตรัสเทศนา   ให้แก่ภิกษุทั้งหลายที่ได้ประชุมสนทนากันอยู่ในธรรมสภาด้วย    เรื่องที่พระนารทเถรเจ้านั้นได้ทราบว่า   การถวายผ้ากฐินมีอานิสงส์ผลมาก   ดังแสดงมาแล้วนี้   จึงไปชักชวนหมู่ญาติทั้งหลายให้พร้อมเพรียงกันจัดผ้ามาถวายเป็นผ้ากฐินทานแก่พระภิกษุสงฆ์   มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน    พระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ก็ได้ทำกฐินนัตถารกิจ  มีเย็บ กราน  และทรงกระทำอนุโมทนา   เป็นต้น    ภิกษุที่ประชุมสนทนากันอยู่ที่ธรรมสภาได้กล่าวกันว่า   เป็นเหตุที่น่าอัศจรรย์   

ในชาดกนั้นมีเนื้อความตามวาระพระบาลีว่า  “อตีเต  ภิกฺขเว  สารกปฺเป  รมฺมวตี   นคเร   กณฺฑญฺโญ  นาม   ภควา   โลเก  อุทปาทิ”  ดังนี้เป็นต้น   มีเนื้อความว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว   ในครั้งเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกณฑัญญะ   ได้เสด็จอุบัติขึ้นในเมืองรัมมมวดี  ในสารกัลป์  พระโกณฑัญญะพุทธเจ้านั้น   มีพระพุทธบิดาทรงพระนามว่า  “อานันราช”   มีพระพุทธมารดาทรงนามว่า  “สุชาดา”   มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า  “สุบินเทวี”   พระโกณฑัญญะพุทธเจ้านั้น  ได้เป็นฆราวาสครองราชสมบัติอยู่หมื่นปี   ได้เสด็จออกสู่มหาภิเนษกรมณ์   ด้วยยานพาหนะ   ทรงกระทำความเพียร 10 เดือน   แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณที่โคนต้นไม้ “ขานาง”   เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฎขึ้นในโลก    มีพระภิกษุสงฆ์ประมาณแสนโกฎิเป็นพุทธบริวาร   ได้เสด็จโปรดเวไนยสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นอันดับมา  จนเสด็จบรรลุถึงเมือง  “อรัญญวดี”  ที่เมือง “อรัญญวดี” นั้น  พระบรมโพธิสัตว์    ผู้เป็นพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้   ได้กำเนิดเป็นพระบรมจักรพรรดิราช    ทรงพระนามว่า  “จิตรราช”  มีอำนาจแผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้ง 4 และมีทวีปน้อยอีก 2 พัน เป็นบริวาร   เมื่อพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิ์นั้น  ได้ทรงทราบว่า   พระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า   ได้เสด็จมาถึงพระนครของพระองค์แล้ว   พระองค์ก็ทรงมีพระราชหฤทัย  ประกอบไปด้วยพระปีติโสมนัสยิ่งนักหนา   พระองค์จึงได้เสด็จออกไปต้อนรับ   พร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก    เมื่อถึงแล้วจึงได้ถวายอภิวาทวันทนาด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว    ได้เชิญเสด็จพระเจ้าจิตรราชนั้นพร้อมด้วยราชบริพารก็ได้ถวายมหาทานต่าง ๆ   เมื่อเสร็จจากภัตตกิจแล้ว   พระองค์จึงทรงถือเอาพระเต้าทอง    หลั่งน้ำทักษิโณทกให้ตกลงที่เหนือ่พระหัตถ์   เมื่อพระโกญฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศน์   ของพระองค์เสร็จแล้ว   ได้ทรงให้ตัดถางอัญชนอุทยาน   ซึ่ง เป็นราชอุทยานของพระองค์ถวายเป็นพุทธานิวาสของพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า    พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์   พระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น   ก็ได้เสด็จจำพรรษาอยู่ในอัญชนราชอุทยานนั้น    พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์แสนโกฏิที่เป็นพุทธบริวาร   พระเจ้าจิตรราชจักรพรรดิ์นั้น   ก็ได้ทรงถวายมหาทานเป็นนิตย์มิได้ขาด   ครั้นถึงกำหนด ครบไตรมาสแล้ว   พระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า   พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์พุทธบริวารก็ได้ทรงทำปวารณาพรรษาแล้ว  พระเจ้าจิตรราชมีพระราชประสงค์จะทรงบริจาคมหาทานอันยิ่งใหญ่   จึงได้มีพระบรมราชโองการให้ป่าวร้องประชาชนชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น   แต่บรรดาที่มีอยู่ในทวีปใหญ่ทั้ง 4 ให้ประดับตกแต่งพระนครของพระองค์    ด้วยอลังการอันวิจิตรต่างๆ  ให้ประดับตกแต่งหนทางที่จะไปยังเทวราชอุทยานอัญชนะนั้นด้วยธงชัย  ธงแผ่นผ้า   ให้ปลูกต้นกล้วย   ต้นอ้อยไว้ตามข้างทั้งสองของมรรคา   จนตราบเท่าถึงอัญชนราชอุทยาน   และตลอดถึงพระราชนิเวศน์ของพระองค์   ให้เสร็จเรียบร้อยทุกประการ   ครั้นเวลารุ่งเช้า   สมเด็จพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิราช   ก็เสด็จสระสรงสนานเสร็จแล้ว   ทรงประดับประดาพระองค์ด้วยเครื่องอลังการวิภูษิต   แล้วทรงวางผ้าคู่ลงในพานทอง   แล้วทูนด้วยพระเศียรของพระองค์   เสด็จพระราชดำเนินไปโดยมรรคานั้น แล้วให้ได้ราชบริพารทั้งหลาย    ถือเอาคู่ผ้าคนละคู่ ๆ  และถือเอาเครื่องสักการะคนละสำรับ   ได้เสด็จไปตามมรรคาที่พระองค์ได้ให้ตกแต่งไว้นั้น   ครั้นถึงอารามอันชื่อว่าอัญชนอุยานแล้ว   ก็ได้ทรงถวายคู่แห่งผ้าเพื่อกฐินแก่พระภิกษุสงฆ์   มีองค์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าเป็นประธาน   แล้วทรงเปล่งวจีเภทขึ้นว่า   “ข้าพเจ้าขอถวายผ้ากฐินแด่ พระภิกษุสงฆ์”  ดังนี้   เมื่อเสร็จจากพิธีถวายผ้ากฐินแล้ว  ก็ทรงประทับอยู่  ณ  บนราชอาสน์อันสมควรส่วนข้างหนึ่ง    แล้วจึงทรงอังคาสพระภิกษุสงฆ์   มีองค์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าเป็นประธาน   ด้วยภัตตาหารมีรสเลิศต่าง ๆ มีข้าวยาคู   เป็นต้น     ในลำดับนั้น    สมเด็จพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็เสด็จประทับ  ณ  ท่ามกลางแห่งพระภิกษุสงฆ์   ฝ่ายพระเถรเจ้าผู้เป็นธรรมเสนาบดีชื่อว่า  พระภัททานิกรรมก็ได้กรานกฐินนั้น  ครั้นเสร็จจากการกรานกฐินแล้ว    พระโกณฑัญญพุทธเจ้าก็เสด็จประทับในท่ามกลางพุทธบริษัท  4  คือ  ภิกษุ ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา

ส่วนสมเด็จพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิ์นั้น   ก็ได้เสด็จเข้าไปสู่ที่ใกล้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ถวาย บังคมด้วยพระเบญจางคประดิษฐ์   แล้วได้ทรงตั้งพระราชปณิธานความปรารถนาขึ้นว่า     อิมินา  กฐินทาเนน  พุทฺโธ   โหมิ   อนาคเต    ยทา  สพฺพญฺญุตปตฺโต   ตารยิสฺสามิ  ปาณินํ      ซึ่งมีเนื่อความว่า  ด้วยอำนาจกฐินทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง   ในอนาคตกาลโน้นเถิด   ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูญุตญาณเจ้าแล้วใน กาลใด  ก็จะรื้อขนสัตว์ให้พ้นจากสังสารวัฏในกาลนั้น

ครั้นจบคำอธิษฐานลง   พระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า  จึงทรงพิจารณาดูไปใน อนาคตกาล  ก็ได้ทรงทราบด้วยพุทธจักษุญาณว่า   ความ ปรารถนาของบรมกษัตริย์องค์นี้จักสำเร็จสมพระประสงค์  จึงได้ทรงพยากรณ์ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ในที่สุดแห่ง 3อสงไขยแสนกัลป์  นับแต่กัลป์นี้ไปในอนาคตกาลภายหน้า   บรมจักรพรรดิ์พระองค์นี้   จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ทรงพระนามว่า “โคดม”   พระนครที่ประสูตินั้นมีนามชื่อว่า  “กบิลพัสดุ์”  พระพุทธบิดาจักทรงพระนามว่า  “สุทโธทนมหาราช”  พระพุทธมารดาจักทรงพระนามว่า  “สิริมหามายาเทวี”   จักมีพระอัครมเหสีพระนามว่า  “พิมพา”   จักมีพระราชโอรสพระนามว่า “พระราหุลกุมาร”  พระโคดมพุทธเจ้านั้น    จักเป็นฆราวาสครองเรือนอยู่ 29 ปี แล้วจักเสด็จออกสู่มหาภิเนษกรมณ์  ด้วยม้ากัณฐกะ   จักทรงทำมหาทุกกรกิริยาอยู่ 6 ปี   แล้วก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏขึ้นมาในโลก   ในวันแห่งวิสาขปุรณมี    เพ็ญเดือน 6  และจะมีปริพาชกทั้ง 2  ซึ่งมีชื่อว่า  “โกลิตะ” (พระมหาโมคคัลลานเถรเจ้า)  และ ชื่อว่า  “อุปติสสะ”  (พระสารีบุตรเถรเจ้า)   เป็นพระอัครสาวกซ้าย-ขวา   จักมีภิกษุผู้อุปัฏฐากประจำชื่อว่า  “อานนท”   จักมีอัครสาวิกาทั้ง 2 ชื่อ   “เขมาภิกษุณี”   และชื่อว่า “อุบลวัณณาภิกษุณี”   จักมีมหาอุบาสกชื่อว่า  “อนาถบิณฑิกเศรษฐี”   จักมีมหาอุบาสิกาชื่อว่า  “วิสาขา”  ดังนี้

 ครั้นสมเด็จพระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิ์   ได้ทรงสดับพระพุทธพยากรณ์ดังนั้นแล้ว   ก็ทรงมั่นพระราชหฤทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยพระปิติปราโมทย์   ได้ยกพระหัตถ์ทั้ง 2 ขึ้นถวายนมัสการ ๆ    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า   โกณฑัญญะ  ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนา  มีทานกถา  เป็นต้น   ครั้นจบพระธรรมเทศนาลง   หมู่มหาชนคนทั้งหลายก็ได้บรรลุธรรมาภิสมัย   คือ  มรรคผล  เป็นอันมาก    ส่วนสมเด็จ พระเจ้าจิตรราชบรมจักรพรรดิ์นั้น   ก็ได้เสวยราชสมบัติอยู่ใน รัมมวดีมหานครตลอดกาลนาน    และได้ทรงบำเพ็ญมหาทานอันยิ่งใหญ่    ครั้นเมื่อสิ้นพระชนมายุสังขารแล้ว    ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก   ได้เสวยทิพยสมบัติเป็นอนุโลม  ปฏิโลม  ไป ๆ มา ๆ อยู่ในฉกามาพจรสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น   ซึ่งบริบูรณ์ด้วยสังคีตและดนตรีอันเป็นทิพย์   ทั้งนี้ก็ด้วยอานิสังสผลแห่งทานการบริจาคนั้น ๆ   อำนวยผลส่งให้  ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว   ก็ได้ลงมาบังเกิดในมหานครชื่อว่า  “กุสาวดี”   ได้เป็นบรมจักรพรรดิ์ราช   ทรงพระนามว่า “อติเทวบรมจักรพรรดิ์”   คอรบครองราชสมบัติอยู่ในกุสาวดีราชธานีโดยยาวได้  33  โยชน์   โดยกว้างได้ 17 โยชน์   พระเจ้าอติเทวจักรพรรดิราชนั้นทรงเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ    คือ   จักรแก้ว 1  ช้างแก้ว 1 ม้าแก้ว 1  แก้วมณี 1  นางแก้ว 1   ขุนคลังแก้ว  1   ขุนพลแก้ว 1   รวมเป็นแก้ว 7 ประการด้วยกัน   ดังนี้

ในตอนนี้   ได้มีคำปุจฉาสอดถามเข้ามาว่า   การที่พระเจ้าอติเทวบรมกษัตริย์    ได้เป็นพระบรมจักรพรรดิราชนั้น   ด้วยทำบุญกรรมอะไรไว้   หนึ่งรันตะ 7 ประการ   มีจักรแก้วเป็นต้นนั้นได้บังเกิดแก่พระเจ้าอติเทวจักรพรรดิ์นั้น   เพราะอานิสังสผลแห่งบุญกรรมอะไร ?  จึงมีคำวิสัชนาว่า  พระเจ้าอติเทวราช   ได้เป็นพระบรมจักรพรรดิ์   และทรงเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการนั้น   เพราะอานิสังสผลที่พระองค์ได้ถวายผ้ากฐินทาน   ไว้แก่พระภิกษุสงฆ์   มีพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน   ครั้งเมื่อพระองค์เป็นพระราชาจักรพรรดิ์   ทรงพระนามว่า “จิตรราช”    เมื่อพระเจ้าอติเทวจักรพรรดิ์   ได้เสวยราชสมบัติอยู่ในทวีปทั้ง 4  มีเมืองกุสาวดีราชธานีเป็นประธานนั้น    เมื่อท้าวเธอเสด็จไปสู่ทวีปใด ๆ   ก็ได้ทรงพระราชทานทรัพย์ให้แก่ประชาชน  ในทวีปนั้น ๆ จน เพียงพอ   แล้วได้ทรงสั่งสอนให้ประชาชนพลเมืองในทวีปนั้น ๆ  ให้บำเพ็ญทานรักษาศีล   ตามเยี่ยงอย่างของพระองค์ทุกประการ     เมื่อพระเจ้าอติเทวบรมจักรพรรดิ์   ได้เสวยสมบัติอยู่ใน มนุษย์โลกอันยิ่งใหญ่ไพศาลเห็นปานฉะนี้   ครั้นเมื่อพระองค์ ทรงสวรรคตแล้วก็ได้ขึ้นไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช   เสวยทิพยสมบัติอยู่ในดาวดึงส์สวรรค์   แต่ได้เป็นท้าวสักกเทวราชอยู่นั้น   นับได้ถึง 8 หมื่น 4 พันชาติ   ได้เป็นพระบรมจักรพรรดิราชอีก 8 หมื่น 4 พันชาติ  ได้เป็นพระราชาเอกราชอยู่อีก 8 หมื่น 4 พันชาติ   ได้เป็นอัครมหาเสนาบดีอยู่อีก 8 หมื่น 4 พันชาติ   ได้เป็นอัครปุโรหิตาจารย์อยู่อีก 8 หมื่น 4 พันชาติ   ได้เป็นมหาเศรษฐีอยู่อีก 8 หมื่น 4 พันชาติ   

 กฐินทาน มีผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่จะนับประมาณมิได้   ทั้งจะให้บุคคลผู้บริจาคสิ้นจากทุกขภัย   พ้นจากความพิบัติและยากจนขัดสน   จนได้ล่วงถึงพระอมตมหานิพพานในอวสานชาติที่สุด   จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย   จะพร้อมใจกันประกอบตามประเพณีการทอดกฐินนี้    ซึ่งนอกจากจะได้บำเพ็ญกุศลอันมีผลานิสงส์มากยิ่งแล้ว   ยังจะได้ชื่อว่า   ได้รักษาประเพณีที่บรรพบุรุษของเราได้ กระทำกันมาจนถึงพวกเราเหล่าลูกหลานทุกวันนี้   และยังได้ชื่อว่าช่วยกันดำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา   อันเป็นศาสนาประจำชาติไทยของเราอีกด้วย.

คัดจากหนังสือประเพณีไทยฉบับพระมหาราชครู

 

fwbar.gif (1705 bytes) 

กลับหน้าแรก

ทักทาย

แนะนำวัด

พาชมวัด

ข่าววัดออนไลน์

งานทำบุญที่วัด

รวมภาพวัด

แผนที่สู่วัด

เว็บน่าสนใจ