HomeHistoryMonksBuddhaBuildingsActivitiesDhammatestMap

Sart Thai Festival

วัดวอชิงตันพุทธวนาราม

The Thai Sart Day refers to merit-making activities in the middle of the traditional Thai year, and if counted by the lunar calendar, falls on the fifteenth day of the waning moon of the tenth lunar month (usually some time during September) The word “Sart” is derived from the Indian language, Pali, and means “season”, while in English it means “autumn”. In fact, the season of Sart or the autumn is the time at which food crops begin to ripen. However, autumn takes place only in countries which are situated above the tropical zone, such as the countries in Northern Europe, China and the northern part of India. Thus, due to Thailand’s geographical location in the tropics, the Thai Sart Day has no connection with the autumn or the ripening season at all. At this time of the year our rice has not yet ripened and only some fruits are mature enough to be eaten. Meanwhile, the countries which have the season of autumn will take this time to joyfully celebrate the occasion as their crops bear their first yield and a wide assortment of fruits and vegetables are in bountiful supply. In ancient times, people of all races believed that the first harvest of rice, fruit and all other forms of food, including the first catch of fish or any other animal, should be offerd to the holy spirits which, they believed, were the creators of food crops and animals. As a result, by appeasing the spirits, in theory the people were protected from starvation. However, during years in which there were bad harvests or food shortages, they believed that this was caused by the indignation of the holy spirits who might have been angry with human actions. Therefore, the ancient people were very much afraid of these invisible beings and to please them, people made offerings and sacrifices in their honour. Krayasart which means food for the Sart Rite is prepared from rice, bean, sesame and sugar cooked into a sticky paste and then wrapped with a banana leaf. After making Krayasart people would take it to the temple to be offfered to the monks on Sart Day. At the temple, a raised-platform would be erected in a long line on the temple grounds and the monk’s alms-bowls would be placed on it. People would then put Krayasart in the alms-bowls till they were full of Krayasart. Then Krayasart would be transferred into a bamboo basket by the temple boys. At the same time, food and dessert would be separately offered to the monks at their lodging. At The end of the offering ceremony, people would perform a ceremony of pouring the water of dedication, in order to transfer merit to other beings, as people believe that if they did not offer Krayasart to monks, their dead relatives would have nothing to eat and thus they would be condemned as having no gratitude towards their benefactors. After finishing their meals, the monks would consume Krayasart as their dessert, since on that day people had nothing to offer apart from ripe dainty bananas and Krayasart. Naturally Krayasart is very sweet, thus it is recommended to be eaten with bananas, especially dainty bananas. After making merit, people would exchange the remaining Krayasart among themselves. In so doing, they could have the opportunity to test Krayasart cooked by others. As a result, anyone whose Krayasart had an excellent taste would have his good name spread from mouth-to-mouth. In those days, people preferred to prepare Krayasart by themselves and it was not available in the market. Thus, when one made something to eat, he would give it to his neighbors free. Above all, if someone had work which required a huge amount of labor, his neighbors would come forward to help at once. This brought about unity and strengthened friendship among local residents. Meanwhile, the focal point of the community was the Buddhist temple, which symbolised the Buddhist religion and acted as a major unifying element, especially during festivals and merit-making ceremonies. The temple was used as a place of learning, where people came to perform various activities and at the same time took an opportunity to wear new clothes to show off to their friends, as in those days, people had hardly any other chance to do so. Evidently, people’s lives have always been associated with the temple which has served as the core of village unity. People in the past observed the Sart Rite with much enthusiasm. Now, however, the rite seems to have lost much of its significance, especially in Bangkok. Nevertheless it is still one of the most valuable Buddhist festivals to be observed countrywide.

วันสารท วันสารทไทย หมายถึง การทำบุญกลางปีตามประเพณีไทย ซึ่งถ้านับตามปฏิทินจันทรคติก็จะมีขึ้นในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 (ปกติก็จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน) คำว่า “สารท” นี้มาจากภาษาอินเดีย (บาลี) มีความหมายว่า “ฤดู” ในขณะที่ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “autumn” หรือ ฤดูใบไม้ร่วง ความจริงแล้วฤดูสารท หรือฤดูใบไม้ร่วง เป็นเวลาที่พืชพันธุ์ธัญญาหารเริ่มจะสุก อย่างไรก็ตามฤดูใบไม้ร่วงจะมีขึ้น ก็เฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่เหนือเขตร้อนเท่านั้นอย่างเช่น ประเทศทางยุโรปเหนือ จีน และ ทางตอนเหนือของอินเดีย ดังนั้น เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน วันสารทของไทยจึงไม่เกี่ยวข้องกับฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูพืชผลสุกอต่อย่างใดเลยเพราะในช่วงนี้ของปีข้าวของเราก็ยังไม่สุก จะมีแต่ผลไม้บางชนิดที่สุกพอรับประทานได้ ในขณะเดียวกันประเทศที่มีฤดูใบไม้ร่วงก็จะร่วมจัดงานฉลองโอกาสนี้อกันอย่างสนุกสนาน เพราะพืชผลของพวกเขากำลังให้ผลเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งผลไม้และพืชผักมากมายหลายชนิดก็มีอย่างเหลือเฟืออีกด้วย ในสมัยโบราณ คนเชื้อชาติต่าง ๆ ส่วนมากเชื่อว่าผลที่เก็บเกี่ยวเป็นครั้งแรกไม่ว่าจะเป็นข้าว ผลไม้ และพืชพันธุ์ธัญญาหารอื่นๆ ทุกชนิด ทั้งนี้รวมถึงปลาหรือสัตว์อื่นๆ ที่จับได้เป็นครั้งแรกก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้มาเป็นครั้งแรกต้องนำไปสังเวยบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน เพราะเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือนี้เป็นผู้บันดาลให้เกิดพืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ต่าง ๆ ดังนั้น โดยการทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้พอใจ ผู้คนก็จะรอดพ้นจากการอดตาย อย่างไรก็ตามในช่วงปีใดที่ผลเก็บเกี่ยวไม่ดีหรืออาหารขาดแคลนพวกเขาก็เชื่อว่านั่นเป็นผลเนื่องมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โกรธการกระทำของมนุษย์ ดังนั้นคนโบราณจึงเกรงกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้มากและเพื่อเป็นการเอาใจ พวกเขาก็จะทำการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เพื่อเป็นการยกย่องเทิดทูนสืบไป กระยาสารท ซึ่งหมายถึง อาหารสำหรับพิธีสารท ทำจากข้าว ถั่ว งาและน้ำตาลเคี่ยวจนเหนียวเป็นแผ่นแล้วจึงห่อด้วยใบตอง หลังจากทำกระยาสารทแล้วชาวบ้านก็จะนำไปถวายพระที่วัดในวันสารท และที่วัดก็จะมีการสร้างแคร่เป็นแถวยาวบนลานวัดเพื่อใช้เป็นที่วางบาตรพระ ชาวบ้านก็จะใส่กระยาสารทลงในบาตรจนเต็มและแล้วเด็กวัดก็จะถ่ายกระยาสารทลงในตะกร้าไม้ไผ่ ในขณะเดียวกันอาหารและของหวานก็จะถูกแยกนำไปถวายพระที่กุฏิต่างหาก หลังจากเสร็จพิธีถวายแล้วชาวบ้านก็จะทำพิธีกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะทุกคนเชื่อว่าถ้าพวกเขาไม่นำกระยาสารทไปถวายพระ บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วจะไม่มีอะไรกิน และก็จะถูกประณามว่าไม่มีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษอีกด้วย หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระก็จะฉันกระยาสารทเป็นของหวาน เพราะว่าในวันนั้นชาวบ้านไม่มีอะไรถวายพระนอกเสียจากกล้วยไข่และกระยาสารทโดยปกติแล้วกระยาสารทนี้จะหวานมาก ดังนั้นจึงควรรับประทานกับกล้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้วยไข่ หลังจากทำบุญแล้วชาวบ้านก็จะแลกกระยาสารทที่เหลือกัน ในการทำเช่นนี้ พวกเขามีโอกาสได้ลิ้มลองกระยาสารทที่คนอื่นทำอีกด้วย ดังนั้นถ้ากระยาสารทของใครทำได้อร่อยชื่อของเขาก็จะได้รับการกล่าวขานถึงจากปากต่อปาก ในสมัยก่อนชาวบ้านต่างก็ชอบที่จะทำกระยาสารทเองและก็ไม่มีขายในตลาดอีกด้วย ดังนั้นเมื่อใครคนหนึ่งทำอะไรทานเขาก็จะแจกให้เพื่อนบ้านฟรี ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครมีงานที่ต้องอาศัยแรงงานเป็นจำนวนมาก เพื่อนบ้านของเขาก็จะรีบช่วยทันที สิ่งนี้ทำให้เกิดความสามัคคีและเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างกันอีกด้วย ในขณะเดียวกันวัดก็เป็นจุดศูนย์รวมของชุมชนและเป็นเครื่องหมายของศาสนาพุทธและเป็นฐานแห่งจุดศูนย์รวมที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลและพิธีทำบุญต่างๆ วัดยังเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน ซึ่งชาวบ้านมาประกอบพิธีกรรมต่างๆ และในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสนี้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่อวดเพื่อนฝูงอีกด้วย เพราะในสมัยโน้นชาวบ้านไม่ค่อยมีโอกาสแบบนี้บ่อยนัก นี่ก็เป็นที่แจ่มชัดแล้วว่า ชีวิตของคนจะเกี่ยวข้องกับวัดซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของชาวบ้านอยู่เสมอ คนในอดีตประกอบพิธีสารทด้วยความกระตือรือร้นอย่างมาก แต่เดี๋ยวนี้พิธีนี้ดูจะถูกลดความสำคัญลงไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ แต่ถึงอย่างไรพิธีนี้ก็ยังคงเป็นพิธีทางพุทธศาสนาที่สำคัญมากพิธีหนึ่งซึ่งถือปฏิบัติกันทั่วทั้งประเทศ

 

Thai temple, Buddhist temple located in  Seattle and vicinities: Auburn,  Seattle,  Bellevue and Puget Sound areas.


Please click "like' and check details on facebook:  Watwashington Buddhavanaram 

Links to Listening to Buddha Teachings:  Jozho.net   Fungdham.net   TamDee  Phuttha.com  

Links to:  Buddhist Organizations